info รายละเอียด
INSIGHT : ยุทธศาสตร์แรงงานไทยในวันที่เศรษฐกิจ "พ้นจากหล่ม" และโอกาสจาก 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
.
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีทิศทางการขยายตัวที่ชัดเจนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 พบว่ามีการเติบโตถึงร้อยละ 2.5 ซึ่งสูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ส่งผลให้ภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ร้อยละ 2.4
.
สัญญาณบวกดังกล่าวทำให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินว่าปัจจุบันประเทศไทยได้ "พ้นจากหล่มเศรษฐกิจ" หรือออกจากสภาวะวิกฤตที่เคยชะงักงันมานานแล้ว พร้อมทั้งกำลังได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล โดยข้อมูลจาก บริษัท คาร์นีย์ (Kearney) ระบุว่าไทยขยับขึ้นมาติดอันดับที่ 20 ของโลก ในดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ซึ่งเป็นการกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกครั้งแรกในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับโดย US News and World Report ให้เป็นประเทศที่น่าเริ่มต้นธุรกิจ อันดับที่ 27 ของโลก (อันดับ 7 ของเอเชีย) ในรายงาน Best Countries 2026 เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง
.
อย่างไรก็ตาม สภาวะการเติบโตในปัจจุบันมีลักษณะเป็น “การฟื้นตัวแบบ K-Shape” (K-Shape Recovery) ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่แรงงานไทยต้องทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวให้ทัน โดยการฟื้นตัวแบบ K-Shape แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ
.
???? กลุ่มบน (Upper K) คือกลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีนวัตกรรม และสอดคล้องกับเทรนด์โลก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Data Center กลุ่มนี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด
.
???? กลุ่มล่าง (Lower K) คือกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดิสรัปชัน เช่น สิ่งทอแบบดั้งเดิมหรืออิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ซึ่งกลุ่มนี้ยังคงเผชิญความยากลำบากและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน
.
???? การพัฒนาทักษะแรงงาน : กุญแจสู่ผลประโยชน์ของประชาชน
เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตในกลุ่ม "ขาขึ้น" ของ K-Shape แรงงานไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะเฉพาะด้านเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
???? สายงานเทคโนโลยี เร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ในด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (EV), การบริหารจัดการ Data Center และความเชี่ยวชาญด้าน AI
???? สายงานบริการและสุขภาพ ยกระดับสู่มาตรฐาน Wellness Tourism ระดับสากลและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง
???? สายงานเกษตรและพลังงาน ปรับตัวสู่มาตรฐานการผลิตระดับพรีเมียม (GAP/Organic) และทักษะการซ่อมบำรุงระบบพลังงานสะอาด
ด้วยเหตุนี้ “ทักษะแรงงานไทย” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลางและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึงร้อยละ 3 ตามเป้าหมาย โดยแรงงานควรเร่งพัฒนาทักษะเฉพาะด้านเพื่อรองรับ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้
.
1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่
ในขณะที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ทั้งจากจีนและญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของอาเซียน แรงงานไทยในภาคยานยนต์ต้องปรับทักษะจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์ รวมถึงทักษะด้านการผลิตและจัดการแบตเตอรี่ซึ่งมีความต้องการสูงขึ้นตามตลาดโลกที่ขยายตัว
.
2. Data Center และ Cloud Computing
ไทยมีโอกาสเป็นฮับดิจิทัลจากการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google และ Microsoft ทักษะที่แรงงานต้องเร่งพัฒนาคือ การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความเชี่ยวชาญด้าน Cloud Management และทักษะพื้นฐานด้าน AI ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้
.
3. ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและ Wellness
จุดแข็งของไทยคือมาตรฐานการรักษาพยาบาลระดับสากลในราคาที่แข่งขันได้ แรงงานในภาคบริการและสาธารณสุขควรเน้นทักษะการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) มาตรฐานการบริการระดับพรีเมียม และทักษะด้านภาษา เพื่อรองรับกลุ่ม Medical Tourism จากสหรัฐฯ และยุโรปที่มีกำลังซื้อสูง
.
4. พลังงานหมุนเวียน
เมื่อโลกมุ่งสู่การลดคาร์บอน ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวลในไทยจึงเติบโต แรงงานต้องการทักษะด้าน การติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบพลังงานสะอาด เทคโนโลยี Smart Grid และการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสะอาดของนักลงทุนรายใหญ่
.
5. อาหารและเกษตรแปรรูปคุณภาพสูง
เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา แรงงานในภาคเกษตรต้องยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น GAP และ Organic รวมถึงทักษะด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารพรีเมียม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดรักสุขภาพในจีนและญี่ปุ่น
.
???? รัฐบาลได้กำหนดมาตรการสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตไว้ ดังนี้
1. มาตรการยกระดับการลงทุนและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
1.1 การตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนไทยให้เป็นศูนย์กลางผลิตชิปของอาเซียน มีเป้าหมายดึงดูดเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาทและผลักดันผลิตภัณฑ์ "ชิปเมดอินไทยแลนด์" ภายในปี พ.ศ. 2593
1.2 การขยายสิทธิประโยชน์จาก BOI โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประกาศใช้มาตรการภาษีที่ครอบคลุม ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร และการอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินสำหรับธุรกิจเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพลังงานยั่งยืน
.
2. มาตรการกระตุ้นการบริโภคและบรรเทาค่าครองชีพ
2.1 โครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ "เชื่อมั่น" ครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
2.2 การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุน รัฐบาลใช้มาตรการ Quick Big Win เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.3 ในไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อเป็นแรงส่งสำคัญในการกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ
2.3 การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ รัฐบาลยืนยันความแน่นอนในการดำเนินการปรับเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการในงบประมาณปี 2570 เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในระบบ
3. มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้
3.1 โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง 2569 รัฐบาลยืนยันแผนการมอบสิทธิสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 1 ล้านสิทธิ ในรูปแบบ Co-payment เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น ในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากการมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 16.21 ล้านคน
.
ในระยะยาว รัฐบาลมุ่งเป้าเข้าเป็นสมาชิก “OECD ภายในปี 2028” เพื่อปฏิรูปกฎหมายและธรรมาภิบาลให้เป็นสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนให้นักลงทุนระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
.
หากแรงงานไทยสามารถ Upskill และ Reskill ได้ทันท่วงที ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการมีงานที่มีรายได้สูงขึ้นและมีความมั่นคงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แทนที่จะติดอยู่ในกลุ่มขาลงของ K-Shape ในขณะที่ประเทศชาติจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูง จากนักลงทุนต่างชาติและช่วยยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และธรรมาภิบาลของไทยให้ทัดเทียมสากล ตามเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว